วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่ (ต่อ)

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่





คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น ซึ่งมีรูปทรงเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือทรงขนมปังขิง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น หลังคามุงด้วยไม้เรียกว่า “ไม้แป้นเกล็ด” ไม่มีหน้าจั่วเป็นแบบหลังคาเรือนปั้นหยา มีมุขสี่เหลี่ยมยื่นออกมาด้านหน้าของตัวอาคาร หลังคามุขมีรูปทรงสามเหลี่ยม ทั้งปั้นลม และชายคาน้ำรอบตัวอาคาร ประดับด้วยไม้แกะฉลุสลักลวดลายอย่างสวยงาม ซึ่งเป็นฝีช่างชาวจีน ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น มุขด้านหน้าตัวอาคารแต่เดิมมี บันไดขึ้นลงทั้ง 2 ด้าน คือด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ (ปัจจุบันรื้อออกแล้ว) คงเหลือบันไดขึ้นลงเฉพาะด้านหน้า และด้านหลังเท่านั้น ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน มี 2 ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อน ส่วนใหญ่เป็นไม้แก่น ไม้แดง และไม้เนื้อแข็ง รองรับฐานเสาทั้งหลัง ภายใต้ตัวอาคารซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร มีห้องสำหรับคุมขัง ข้าทาส บริวาร ซึ่งกระทำความผิด จำนวน 3 ห้อง 

คุ้มเจ้าหลวงเก่าหลังนี้ มีความหรูหรา สง่างามและโอ่โถงมาก มีประตู 72 บาน ซึ่งความงามของลวดลายฉลุไม้ด้านบนกรอบเช็ดหน้า ปัจจุบันคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ดูแลและบำรุงรักษาโดยกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่โดยเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าชมเพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา โดยองการบริหารส่วนจังหวัดแพร่ จัดเจ้าหน้าที่ไว้อำนวยความสะดวกสำหรับผู้สนใจเข้าชมทุกวันคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เป็นอาคารชนะเลิศสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2540 และเป็นแหล่งศึกษาประวัติเมืองแพร่ที่น่าสนใจ ยังมีคุกเก่าที่อยู่ใต้ถุนอาคารให้ได้ชม ก่อนเข้าชมภายในคุกใต้ดิน เขาให้เดินถ้อยหลังเข้านะครับ เป็นเคล็ดจะได้ไม่ติดคุก 

จุดที่น่าสนใจมากจุดหนึ่งคงเป็น ภายในเป็นห้องใต้ดิน มีห้องสำหรับคุมขัง ข้าทาส บริวาร ซึ่งกระทำความผิด ทั้งหมด 3 ห้องใหญ่ ด้านในจะมีภาพถ่ายจัดไว้ให้ความรู้ เกี่ยวกับการลงโทษสมัยอดีตมีอย่างไรกันบ้าง ห้องต่าง อย่างเช่นห้องกลาง ใช้เป็นที่คุมขังข้าทาสบริวารที่กระทำความผิดร้ายแรง อันนี้น่ากลัวมากดูเหมือนมีศาลตั้งอยู่ข้างใต้ด้วย เพราะจะเป็นห้องที่ไม่มีแสงสว่างเข้าไปได้ บรรยากาศน่ากลัวมาก ส่วนอีก 2 ห้อง ปีกซ้ายและปีกขวา มีช่องแสงจากหน้าต่างๆเล็กๆ ให้แสงสว่างเข้าไปได้บ้างใช้เป็นที่คุมขังผู้มีความผิดชั้นลหุโทษคุกใต้อาคารคุ้มเจ้าหลวงใช้เป็นที่คุมขังนักโทษมายาวนานกว่า 50 ปี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาส คุกทาสแห่งนี้เลยกลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทั่วๆ ไปของเจ้าเมือง หรือข้าหลวง ในสมัยต่อๆมา จนกระทั่งมีการสร้างเรือนจำเมืองแพร่ขึ้น คุกทาสอันยาวนานของคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่จึงว่างลง 

คุ้มเจ้าหลวงเคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวที่เสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2501 และได้รับพระราชทานรางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีให้ เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ 

เปิดเวลา 08.30 -16.30 น.  เข้าชมฟรี
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานจังหวัดแพร่ โทร 0 5451 1411 

ตั้งอยู่ที่ : ตั้งอยู่ในบริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ถนนคุ้มเดิม จ.แพร่
แหล่งข้อมูล:http://goo.gl/O8l0Mx

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่ (ต่อ)

วนอุทยานแพะเมืองผี

 เมื่อครั้งในอดีตกาลนานมาแล้ว ชาวบ้านขนานนามว่า เป็น “แพะเมืองผี ” ไม่มีผู้ใดทราบ ประวัติเป็นที่ แน่นอน แต่ได้เล่าสืบทอดกันมาว่า แต่ก่อนบริเวณป่าแห่งนี้ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธ์ไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่นและสัตว์ป่า น้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ในสมัยนั้น มีครูบาปัญโญ ฯ เป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำชำ ตำบลน้ำชำ ซึ่งชาวบ้านได้พร้อมใจกันนิมนต์มาเป็น เจ้า-อาวาสองค์แรก ของวัดน้ำชำและได้บอกเล่าประวัติแพะเมืองผีสืบทอดติดต่อกันมาว่า มีหญิงชราคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ ย่าสุ่ม ” เข้าไปหาผัก หน่อไม้ เป็นอาหาร แต่หลงป่าแล้วไปพบหลุมเงิน ทองคำ จึงได้นำเงิน และทองคำ ใส่ถุงแล้วเตรียมหาบ จะกลับบ้านเสร็จแล้วเกิดหลงป่าอีก โดยไม่สามารถนำเอาหาบเงิน ทองคำ ออกมาได้ ย่าสุ่มจึงวางหาบจะกลับบ้านเสร็จแล้วเกิด หลงป่าอีก โดยไม่สามารถนำเอาหาบเงิน คำ ออกมาได้ ย่าสุ่มจึงวางหาบแล้วหาไม้มาคาดเป็นราว (ราวไม้) ต่อมาออกจากป่าจน ถึงบ้านและเดินกลับไปราวไม้ที่คาดไว้เป็นแนวทางไว้ ซึ่งปัจจุบันเป็นร่องทางน้ำพบเห็นได้ เป็นแนวออกไปทางบ้านน้ำชำ ทิศตะวัน ออกของแพะเมืองผี ย่าสุ่ม จึงได้ชักชวนชาวบ้านให้เข้าไปด้วยปรากฏว่า ชาวบ้านก็ได้ติดตามย่าสุ่มเข้าไปถึงจุดที่ ย่าสุ่มวางหาบ ไว้แต่ไม่พบเงินและทองคำ ในหาบแต่อย่าใด ไม่รู้ว่าหายไปได้อย่างไร ชาวบ้านจึงขนานนามสถานที่นั้นว่า “ แพะย่าสุ่มคาดราว ” และได้ช่วยกันค้นหา พบรอยเท้าคนเดิน ย่สสุ่ม และชาวบ้านได้เดินตามรอยเท้าเหล่านั้นไปจนกระทั่งมาถึงพื้นที่ซึ่งชาวบ้าน ขนานนามว่า “ แพะเมืองผี ” ภาษาพื้นเมืองทางภาคเหนือคำว่า “แพะ ” ในที่นี้หมายถึงป่าแพะนั่นเอง ส่วนคำว่าเมืองผี ก็เป็นชื่อ ที่ชาวบ้านเรียกกันสืบมาในสมัยดึกดำบรรพ์ โดยอาจจะเห็นว่าป่าแพะตรงนี้มีลักษณะพิศดาลของภูมิประเทศ และเพราะ ความเร้นลับตามเรื่องราวที่เชื่อถือเล่าสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็อาจเป็นได้
แหล่งข้อมูล:http://www.paiduaykan.com/province/north/phrae/paemuangpee.html
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่ (ต่อ)
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี


 วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม เป็นวัดสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2520 ตั้งอยู่บนถนนสายแพร่-ลำปาง ช่วงอำเภอเด่นชัยจังหวัดแพร่ มีจุดเด่นคือเป็นวัดที่รวบรวมศิลปกรรมล้านนาประยุกต์ที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ภาพจิตรกรรม บนฝาผนังระเบียงคตเป็นเรื่องราวของชาดกพื้นบ้านและภาพพุทธประวัติ ในบริเวณวัดมีเจดีย์ทรงล้านนากว่า 30 องค์ ด้านหน้าบันไดทาง ขึ้นทิศตะวันออกมีรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่และพระนอนองค์ใหญ่โดดเด่นอยู่ด้านหน้าวัด นอกจากนี้ยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์ไม้สักทรงล้านนา ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวของล้านนาและเมืองแพร่ จัดแสดงเครื่องใช้อาวุธของนักรบโบราณ รวมทั้งภาพถ่ายของเจ้านายฝ่ายเหนือและ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในล้านนา
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี เป็นวัดที่สวยงามตามลักษณะของสถาปัตยกรรมล้านนาแบบผสมผสาน ที่หลวงพ่อมนตรี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาน้อย เจ้าอาวาสวัด ได้จำลองรูปแบบมาจากวัดสำคัญๆของภาคเหนือ และจากประเทศอื่นได้แก่ พม่า จีน และลาว โดยเลือกเอาจุดเด่น ของแต่ละแห่งมารวบรวมไว้ที่วัดนี้  เป็นการผสมผสานที่ลงตัว ทำให้มีลักษณะต่างจากวัดทั่วไป นอกจากจะนำเอาสุดยอดงานด้านพุทธศิลป์ ของล้านนา ที่มีชื่อเสียงมารวมกันไว้ที่เดียวแล้ว ยังระดมช่างฝีมือชั้นยอดที่เรียกว่า"สล่า"ของภาคเหนือมาร่วมกันก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยมีหลวงพ่อมนตรีควบคุม ออกแบบ และลงมือก่อสร้างด้วยตัวเองในส่วนที่เป็นงานชิ้นสำคัญๆบ่อยครั้งที่มีผู้พบเห็นหลวงพ่อกำลังทำงาน บนนั่งร้านหลังคาโบสถ์ หรือกำลังปั้นโครงพระพุทธรูปก่อนที่จะให้ช่างฝีมือดำเนินการต่อ ความสามารถในงานพุทธศิลป์ ได้รับการ กล่าวขานจากผู้พบเห็นเป็นอันมาก  แม้แต่เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรก็เคยมาเห็น และต่างทึ่งในฝีมือเป็นอันมาก โดยเฉพาะการเขียน ลวดลายต่างๆ ไม่มีต้นแบบ ไม่มีแบบร่าง เมื่อจรดดินสอบนกระดาษก็วาดลายได้ทันที ต่างกับหลักการร่างลายไทยโดยทั่วๆไป สุดยอดของศิลปะล้านนาจำนวนถึง11 แห่ง ที่นำมาประยุกต์สร้างโบสถ์วิหาร และสิ่งปลูกสร้างต่างๆภายในวัดพระธาตุสุโทน ได้แก่

 - ซุ้มประตูด้านหน้าโบสถ์ จากวัดพระธาตุลำปางหลวง
 - ซุ้มประตูด้านตะวันออก จากวัดพระธาตุดอยสุเทพ
 - ซุ้มประตูด้านตะวันตกจากวัดพระธาตุหลวงเวียงจันทร์ซึ่งวัดนี้สร้าง จากช่างฝีมือเชียงใหม่ที่พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชแห่งลาวเป็นผู้นำ ไปสร้าง
 - ฐานพระอุโบสถรูปซิกแซก วังประทับพระยามังราย จ.เชียงราย
 - ประตูและหน้าต่างลวดลายแกะสลัก วิหารลายคำวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
 - ปั้นลมลวดลายเก่าศิลปะทางเหนือ จากวัดต้นเกวน อ.สเมิง เชียงใหม่
 - นาค 7 เศียร แบบขอม / นางอัปสรปูนปั้น จากวัดเจ็ดยอด เชียงใหม่
 - หอไตร จากวัดพระสิงห์ เชียงใหม่
 - หอระฆัง จากวัดพระธาตุหริภูญชัย
 - กุฏิหลังใหญ่สร้างจากไม้สักทองจากบ้านไทยสิบสองปันนาประเทศจีน
 - พระบรมธาตุ 30 ทัส ศิลปะเชียงแสนจากวัดพระธาตุนอ(หน่อ) ของพระชนกพระเจ้าเม็งรายมหาราช จากแคว้นสิบสองปันนา
ประวัติหลวงพ่อมนตรี
หลวงพ่อมนตรี เดิมชื่อเด็กชายมนตรี บุญมี เกิด พ.ศ. 2503 มีความสนใจพุทธศาสนา และสนใจงานปั้นมาแต่เด็ก ชอบปั้นพระมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เมื่ออายุได้ 9 ปี เคยปั้นพระหน้าตักกว้าง 3 ศอก ไว้กลางทุ่งนาแถวบ้านป่าหวาย อ.เด่นชัย โดยใช้เวลาปั้นแค่วันเดียวเมื่อบวช เรียนก็ศึกษางานปั้นจากช่างอาวุโส ที่สอนหล่อพระหล่อระฆัง จากคุณตาหมื่น บุญยเวทย์ วัย 85 และคุณตาอยู่คะณา วัย 80 ปี จากบ้านเตว็จ จังหวัดสุโขทัย จากนั้นก็ได้รับการถ่ายทอดการ ปั้นพระและสร้างวิหาร จากครูบาคัมภีระปัญญา วัดเฟือยลุง จ.น่าน  หลวงพ่อมนตรีได้ศึกษาบาลีและสมถะกรรมฐาน ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้าจ.ลำพูน และได้ศึกษาอักขระสมัยล้านนาจากครูบาบ้านก๋ง อ.ท่าวังผา จ.น่าน จนสามารถใช้ภาษาล้านนาได้ได้รับการสถาปนาให้เป็น "พระครูบา"ได้เข้าพิธีกรรมยกยอ-สถาปนาเถราภิเษกแต่งตั้ง ให้เป็นครูบาเมื่อปี 2541ณ เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ตามราชประเพณีที่สืบทอดมาจากเมืองศรีลังกา
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่ (ต่อ)

วัดพระธาตุช่อแฮ 


พระอารามหลวง เป็นวัดที่ตั้งอยู่เนินเขาเตี้ยสูงประมาณ 28 เมตร องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ ศิลปะเชียงแสน แบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองบุด้วยทองดอกบวบหรือทองจังโก องค์พระธาตุสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ลักษณะองค์พระธาตุตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม3 ชั้นรองรับ ถัดไปเป็นฐานบัวคว่ำ และชุดท้องไม้แปดเหลี่ยมซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป 7 ชั้น จากนั้นเป็นบัวระฆัง 1 ชั้น และหน้ากระดานหนึ่งชั้นจนถึง องค์ระฆัง แปดเหลี่ยมถัดขึ้นไปเป็นบัลลังค์ย่อมุมไม้สิบสองและปล้องไฉนส่วนยอดฉัตรประดับ ตกแต่งด้วยเครื่อง บนแบบล้านนา มีรั้วเหล็ก รอบองค์พระธาตุ 4 ทิศ มีประตูเข้าออก 4 ประตู แต่ละประตูได้สร้างซุ้มแบบปราสาทล้านนาไว้อย่างสวยงาม
ทุกปีจะมีประเพณีการไหว้พระธาตุช่อแฮเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เดิมจะจัด 5 วัน 5 คืน ได้เปลี่ยนแปลงเป็น 7 วัน 7 คืน วันแรกของงาน จะเริ่มขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 6เหนือ เดือน 4 ไต้ของทุกปีซึ่งถือว่าการจัดงานไหว้พระธาตุช่อแฮ ยึดถือตาม จันทรคติเป็นหลัก ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ แห่ตุงหลวง ในการจัดงานมีขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ประกอบ ไปด้วยริ้ว ขบวนของทุกอำเภอ การฟ้อนรำ ขบวนช้างเจ้าหลวง และเครื่องบรรณาการ ขบวนแห่กังสดาลขบวนแห่หมากเป็ง ขบวนต้นผึ้ง ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศี ซึ่งประกอบด้วยขบวนตุง 12 ราศรี ขบวนข้าวตอกดอกไม้ ต้นหมาก ต้นผึ้ง ต้นดอก ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศรี ขบวนกังสดาล ขบวนตุงขบวนฟ้อนรำีการเทศน์และมีการเทศน์และฟังเทศน์มหาชาติ มหาเวสสันดรชาดก ทั้งกลางวันและกลางคืน สำหรับกลางคืนมีมหรสพสมโภชตลอดงาน
สิ่งสำคัญภายในวัด
- พระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำปีขาล
พระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำปีเกิดปีเสือ (ปีขาล) พระธาตุช่อแฮ เป็นพระธาตุ1 ใน12 ราศี คือ เป็นพระธาตุประจำปีเกิด สำหรับคน ที่เกิดปีเสือ (ปีขาล) หากนำผ้าแพรสามสีไปถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ การสวดและไหว้ ให้เริ่มต้นนะโม 3 จบ แล้วสวดตามด้วยคาถาบูชาพระธาตุ 5 จบ พลังบารมีจะดลบันดาลให้มีชีวิตที่ดีขึ้น พระธาตุช่อแฮ หมายถึง เจดีย์บรรจุพระบรม สารีริกธาตุพระศอกซ้ายและพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและประดับบูชาด้วยผ้าแพรอย่างดี
- หลวงพ่อช่อแฮ
เป็นพระประธานประดิษฐานในพระอุโบสถ ศิลปะล้านนา เชียงแสน สุโขทัย สันนิฐานว่า สร้างขึ้นหลังจากสร้าง องค์พระธาตุช่อแฮ แล้ว มีอายุหลายร้อยปี หน้าตักกว้าง 3.80 เมตร สูง 4.50 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐโบกปูน ลงรักปิดทองพระเจ้าทันใจและ ไม้เสี่ยงทาย
พระเจ้าทันใจหรือหลวงพ่อทันใจ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิปูนปั้น ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 30 นิ้ว สูงประมาณ 2 ศอก (กว้าง 80 ซม. สูง 1.20 ซม) เป็นพระพุทธรูปองค์ใหม่ที่สร้างขี้นเมื่อปี พ.ศ. 2465ผู้สร้างคือ ชาวไทยใหญ่ (เงี้ยว) สร้างพระพุทธรูป องค์นี้ แทนพระพุทธรูปองค์เดิมที่หล่อด้วยจืน (ตะกั่ว) ที่ถูกลักไป พระเจ้าทันใจหรือหลวงพ่อทันใจ (ทางเหนืออ่านว่า พระเจ้าตันใจ๋) เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้นิยมมากราบไหว้ บนบานศาลกล่าวอยู่เสมอ เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใครมาขอพรแล้ว จะได้สิ่งนั้น อย่างสมประสงค์ ด้านหลังซุ้มพระเจ้าทันใจประดิษฐานอยู่ มีไม้เสี่ยงทายทำด้วยไม้รวก หรือไม้สัก มีความยาวเกิน 1 วา คาดว่าใช้ แทน ไม้เซียมซี เมื่อผู้ใดต้องการเสี่ยงทายสิ่งใด ก็จะนำไม้ดังกล่าวมาทาบกับช่วงแขนที่กางเหยียดตรงไปจนสุดแขนทั้งสองข้าง ความยาวของวาอยู่ตรงจุดใดของไม้ก็จะ ทำเครื่องหมายไว้แล้วนำไม้มาอธิษฐานเบื้องหน้าพระเจ้าทันใจว่า สิ่งที่ตนประสงค์นั้น จะสำเร็จหรือไม่ หากสำเร็จก็ขอให้ความยาวของตนเลยจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ออกไป เมื่ออธิฐานเสร็จแล้ว ก็นำไม้เสี่ยงทายขึ้น มาวาอีกครั้งหนึ่ง
- พระพุทธโลกนารถบพิตร และวิหารศิลปะล้านนาประยุกต์
เป็นพระพุทธรูปปางพระนาคปรก ประดิษฐานอยู่ในวิหารศิลปะลานนาประยุกต์ ภายในมีภาพจิตกรรมฝาผนังอย่างสวยงาม สร้างขึ้น ในปี 2534 โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) เป็นประธานเททองหล่อและเบิกพระเนตร องค์พระขนาดหน้าตักกว้าง 3.60 เมตร สูง 7 เมตร สร้างด้วยโลหะทองเหลือง ลงรักปิดทอง - พระเจ้าไม้สัก
สร้างด้วยไม้สักทอง หน้าตักกว้าง 33 นิ้ว สูง 87 นิ้ว เป็นศิลปสมัยลานนา
- พระเจ้านอน
เป็นพระพุทธรูปที่ชาวจังหวัดแพร่เคารพนับถือ ก่อนจะขึ้นไหว้องค์พระธาตุช่อแฮ ชาวบ้านมักจะแวะไหว้พระเจ้านอนก่อนเสมอ สร้าง เมื่อขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 2459 เป็นพระเจ้านอนศิลปะพม่าขนาดยาว 3.70 เมตร สูง 1.35 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐโบกปูน ลงรักปิดทอง
- ธรรมมาสน์โบราณ
ธรรมมาสน์โบราณ มีความสวยงามวิจิตรบรรจง ลวดลายไทยผสมศิลปะทางล้านนา ซึ่งมีนางแก้ว ทองถิ่น สร้างอุทิศให้ นายคลอง ทองถิ่น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2492 ก่อสร้างด้วยไม้สักแกะสลัก ลงรักปิดทอง
- กรุอัฐิครูบาศรีวิชัย
บรรจุอัฐิธาตุส่วนที่ 5 จากจำนวน 7 ส่วนของครูบาศรีวิชัย สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกบุญคุณที่ท่านได้ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
- บันไดนาคโบราณ
ภายในวัดพระธาตุช่อแฮมีบันไดนาค อยู่ 4 ด้าน และบันไดสิงห์ 1 ด้าน รวม 5 บันได ซึ่งล้วนมีความยาวและจำนวนขั้นไม่เท่ากัน
- เจ้ากุมภัณฑ์
มีความเชื่อว่า นาคที่เฝ้าบันไดกุมภัณฑ์ ด้านทิศตะวันออกขององค์พระธาตุช่อแฮ ชอบหนีออกไปเล่นน้ำที่ลำน้ำแม่สาย หมู่บ้านใน เป็นประจำ ชาวบ้านจึงสร้างเจ้ากุมภัณฑ์นั่งทับขดหางนาคไว้ เพื่อมิให้หนีไปเล่นน้ำอีก
- แผ่นศิลาจารึก
ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพระเจ้าทันใจ จารึกเรื่องราวการสร้างบันไดด้านทิศตะวันตก
- สวนรุกขชาติช่อแฮ
ตั้งอยู่ที่ดินของวัด มีพื้นที่ 52 ไร่ เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและศึกษาพันธุ์ไม้ มีต้นไม้นานาพันธุ์กว่า 1,000 ชนิด
แหล่งข้อมูล:http://www.paiduaykan.com/province/north/phrae/pratadchohea.html
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่ (ต่อ)
อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง
อุทยานแห่งชาติดอยผากลองอยู่ในท้องที่อำเภอลอง อำเภอเมือง และอำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ประกอบด้วยพื้นที่เป็นเขาสูงชัน บางแห่งพื้นที่ราบบนเขามีหินโผล่จากพื้นดินตามธรรมชาติอย่างสลับซับซ้อนเป็นหินปูน และมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม คือ สวนหินมหาราชจะมีหินโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินตามธรรมชาติอย่างสลับซับซ้อนน่าอัศจรรย์ ประกอบกับบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก และมีเทือกเขาดอยผากลองเด่นเป็นเอกลักษณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีเนื้อที่ประมาณ 125ตารางกิโลเมตร หรือ 78,125ไร่

สถานที่น่าสนใจ:-

สวนหินมหาราชเป็นบริเวณที่มีหินโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินตามธรรมชาติอย่างสลับซับซ้อนน่าอัศจรรย์ บ้างคล้ายจระเข้ ไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ มองแล้วทำให้เกิดจินตนาการเหมือนอยู่ในเทพนิยาย บางก้อนเป็นถ้ำเล็กๆ ลึกเข้าไปข้างใน หินก้อนใหญ่อยู่บนหินก้อนเล็ก ดูน่าหวาดเสียวคล้ายจะหล่น แต่ก็สามารถทานน้ำหนักได้ ประกอบกับบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย ปัจจุบันคนนิยมไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ การเดินทางสะดวก เพราะอยู่ติดกับทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1023ตรงหลักกิโลเมตรที่ 25จากจังหวัดแพร่ - อำเภอลอง

ถ้ำจันทร์ผาเป็นถ้ำค้างคาว มีขนาดใหญ่พอสมควร มีมูลค้างคาวเป็นจำนวนมาก อยู่ทางทิศเหนือของสวนหิน เป็นถ้ำ หินงอกหินย้อยสวยงาม

 สภาพภูมิประเทศ :-ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน บางแห่งเป็นที่ราบบนภูเขามีหินโผล่จากพื้นดินตามธรรมชาติ และพื้นที่บางส่วนสำนักงานป่าไม้เขตแพร่ ได้ทำการปลูกป่าไม้สัก เพื่อฟื้นฟูสภาพป่า บริเวณที่สำรวจเป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำยม ซึ่งประกอบด้วยห้วยที่สำคัญ คือ ห้วยขมิ้น ห้วยผาคำ ห้วยเบี้ย ห้วยน้ำริน ห้วยแม่ต้า และห้วยแม่สาง
สภาพภูมิอากาศ :-
เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน และมีพันธุ์ไม้นานาชนิด

ฤดูร้อนไม่ร้อนจัด อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 30องศาเซลเซียส
ฤดูฝนมีฝนตกชุก ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม และจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคม ( ยังไม่มีการเก็บข้อมูลทางด้านปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในเขตพื้นที่สำรวจ )
ฤดูหนาวค่อนข้างหนาวจัด อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 8 - 12องศาเซลเซียส
พรรณไม้ :-
สภาพป่าในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าผลัดใบ แบ่งได้ 2ประเภท คือ

ป่าเบญจพรรณDry Mixed Decidous Forest เป็นป่าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก
พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้มะค่าโมง ไม้กระพี้เขาควาย ชิงชัน กระเจาะ กระพี้จั่น ตะเคียนทอง ตะแบก โมกมัน

ป่าเต็งรัง
พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กระโดน ตะค้อ มะกอกป่า เป็นต้น
สัตว์ป่า :-
จากการสำรวจสภาพพื้นที่จริง และสอบถามราษฎรในท้องถิ่นใกล้เคียง พบว่ามีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย ได้แก่ เลียงผา เก้ง กระจง หมูป่า ลิงลม อีเห็น กระต่าย กระรอก กระแต ตุ่น หนู งู นกชนิดต่างๆและปลา
สถานที่พักแรม :-
อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง ได้จัดสถานที่กางเต็นท์ไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ:-
งานบ้านพัก ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0-2579-5734, 0-2579-7223 ต่อ 724 หรือ 725
ข้อมูลจาก:http://goo.gl/wil1Fd

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่

อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย
อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของจังหวัดแพร่ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่ อำเภอลอง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ และอำเภอเถิน อำเภอสบปราบ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีสภาพป่าภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทิวทัศน์และน้ำตกสวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกแม่เกิ๋งหลวง น้ำตกแม่เกิ๋งน้อย และมีบ่อน้ำแร่แม่จอก ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อน ทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เนื้อที่ประมาณ 410 ตารางกิโลเมตร หรือ 256,250 ไร่ ได้ประกาศจัดตั้งให้เป็น "อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย" เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2524

ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ความลาดชันโดยเฉลี่ยประมาณ 80 องศา จุดสูงสุดจากระดับน้ำทะเล 1,267 เมตร ความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 800 เมตร ปกคลุมด้วยป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณเป็นเทือกเขาที่เขียวชอุ่ม มีหน้าผาสูงชันสลับซับซ้อนเป็นแหล่งกำเนิดของลำห้วยหลายสาย เช่น แม่เกิ๋ง แม่จอก แม่สิน แม่ป้าก และภูเขาเป็นภูเขาหินทราย ทำให้ดินที่เกิดจากการผุสลายของภูเขาเป็นดินร่อนปนทราย มีการระบายน้ำดี บริเวณที่ราบเชิงเขามีลักษณะเป็นลูกรัง โดยเฉลี่ยดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีมาก


ลักษณะภูมิอากาศภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย แบ่งออกเป็น 3 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 39 องศาเซลเซียส ในเดือนเมษายน ฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 13 องศาเซลเซียส ในเดือนธันวาคม
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
สภาพป่าตอนบนของเทือกเขามีลักษณะเป็นป่าดิบแล้งส่วนตอนล่างมีลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณ พรรณไม้ที่สำคัญ ได้แก่ มะค่าโมง ยาง ดำดง ตะแบก ประดู่ แดง และไม้สัก ซึ่งขึ้นอยู่ปะปนบ้าง ส่วนไม้พื้นล่างเป็นพวกไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ปาล์ม หวาย และเอื้องดิน เป็นต้น
สัตว์ป่าที่เคยพบอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้มี กวาง เสือ และช้างป่า แต่ถูกลักลอบเข้ามาล่าอย่างหนัก เหลือแต่สัตว์ขนาดเล็ก ๆ เช่น เก้ง หมูป่า กระรอก กระแต และนกชนิดต่าง ๆ มีชุกชุมอยู่ในบริเวณหุบเขา และแหล่งน้ำต่าง ๆ
 

บ้านพัก-บริการโรงแรม - รีสอร์ทที่ตั้งอยู่โดยรอบอุทยานฯ
ขณะนี้ยังจัดทำระบบการจอง Online ของโรงแรม - รีสอร์ท ไม่แล้วเสร็จ แต่หากท่านประสงค์จะจองโรงแรม - รีสอร์ท ที่อยู่ใกล้เคียงอุทยานฯ แห่งนี้ กรุณาใช้แบบฟอร์ม บริการจองโรงแรม - รีสอร์ท แบบยืนยันกลับภายหลัง

หมายเหตุ: ThaiForestBooking™ ยินดีเปิดรับโรงแรมและรีสอร์ทที่ตั้งอยู่โดยรอบพื้นที่อุทยานฯ หรือบริษัททัวร์ที่ให้บริการนำเที่ยว เข้าร่วมขายบริการผ่านเว็บไซต์นี้ได้โดยการลงทะเบียน "ฟรี" ได้ที่เว็บไซต์www.eComBotTravel.com ซึ่งระบบจะสร้างเว็บไซต์และระบบจอง online พร้อมทั้งเชื่อมลิงค์มายังเว็บไซต์แห่งนี้และ/หรืออุทยานฯ ที่ท่านระบุในหมวด Location ว่าอยู่ใกล้โดยอัตโนมัติ
 
แหล่งท่องเที่ยว    ดงตะเคียนมีลักษณะเป็นกลุ่มของไม้ตะเคียนทองที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น อายุ 100 กว่าปี มีขนาดใหญ่สุด 3-4 คนโอบ อยู่ห่างจากที่ทำการฯ 15 กม. โดยใช้ทางเดินเท้า
กิจกรรม : - เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
   เถาวัลย์ยักษ์
เป็นเถาสบ้าขนาดใหญ่ อยู่ห่างจากที่ทำการฯ 1 กม.
กิจกรรม : - เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
   น้ำตกปันเจน
เป็นน้ำตกขนาดเล็กอยู่บนลำห้วยแม่เกิ๋งเช่นเดียวกับน้ำตกแม่เกิ๋งหลวงเดินทางต่อจากที่ทำการอุทยานฯไป 1 กม. จะพบทางแยกขวาข้างโรงเรียนบ้านค้างใจ ไปตามทางอีก 6 กม. จะถึงน้ำตก
กิจกรรม : - เที่ยวน้ำตก
   น้ำตกแม่เกิ๋งหลวงและแม่เกิ๋งน้อยเป็นน้ำตกที่สวยงาม น้ำตกไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ รวม 5 ชั้น คล้ายชั้นบันได ลงมาจากยอดดอยแม่เกิ๋ง ซึ่งคำว่า “แม่เกิ๋ง” เป็นภาษาพื้นเมืองหมายถึง “ชั้นบันได” น้ำตกทั้งสองสายนี้จะไหลลงสู่แม่น้ำยมที่บ้านสบเกิ๋ง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่
กิจกรรม : - เที่ยวน้ำตก - อาบน้ำแร่
   น้ำตกแม่พุงหลวง
เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดปี เหมาะสำหรับการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ อยู่ห่างจากบ้านค้างปินใจ ตำบลแม่พุง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ประมาณ 1.5 กิโลเมตร
กิจกรรม : - เที่ยวน้ำตก
   น้ำตกแม่รัง
เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดปี มีทั้งหมด 6 ชั้น เหมาะสำหรับการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ อยู่ห่างจากบ้านแม่รัง ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ประมาณ 4 กิโลเมตร
กิจกรรม : - เที่ยวน้ำตก
   น้ำตกแม่สิน
เป็นน้ำตกขนาดเล็กมีน้ำไหลตลอดปีท่านสามารถเดินทางโดยเท้าจากที่ทำการอุทยานฯระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร
กิจกรรม : - เที่ยวน้ำตก
   น้ำตกห้วยอ้อเป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดปี เหมาะสำหรับการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ กางเต็นท์พักแรม อยู่บริเวณบ้านอ้อ ตำบลสันดอนแก้ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
กิจกรรม : - เที่ยวน้ำตก
   บ่อน้ำร้อนแม่จอกอยู่ติดกับโรงเรียนบ้านแม่จอก ต.แม่ป้าก อ.วังชิ้น จ.แพร่ เป็นบ่อน้ำร้อนที่ผุดขึ้นมาจากพื้นที่บริเวณนั้นมีอุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส มีลักษณะที่แปลกและสวยงามมาก โดยเฉพาะในตอนเช้าจะมีหมอกควันที่เกิดจากไอน้ำลอยอยู่เต็ม ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม
   เส้นทางศึกษาธรรมชาติอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัยได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติในการศึกษาระบบนิเวศของป่า ความหลากหลายทางธรรมชาติ 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางศึกษาธรรมชาติหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ วศ.3 (แม่อิบ) - ดงตะเคียน เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่รัง เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่พุงหลวง เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกห้วยอ้อ
กิจกรรม : - เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
สถานที่ติดต่อและการเดินทาง
  สถานที่ติดต่อ  อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย
ตู้ ปณ. 1,อ. วังชิ้น จ. แพร่ 54160

  การเดินทาง     รถยนต์
  จากกรุงเทพฯผ่านจังหวัดนครสวรรค์ – พิษณุโลก – ถึงอำเภอเด่นชัย จ.แพร่ ระยะทางประมาณ 530 กิโลเมตร เดินทางต่อไปตามเส้นทางแพร่-ลำปาง อีกประมาณ 50 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ แยกเข้าตามเส้นทางอำเภอวังชิ้น ประมาณ 13 กิโลเมตร ถึงแยกเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติบริเวณน้ำตกแม่เกิ๋งหลวงและแม่เกิ๋งน้อย ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร
ขณะนี้ยังจัดทำระบบการจอง Online ของโรงแรม - รีสอร์ท ไม่แล้วเสร็จ แต่หากท่านประสงค์จะจองโรงแรม - รีสอร์ท ที่อยู่ใกล้เคียงอุทยานฯ แห่งนี้ กรุณาใช้แบบฟอร์ม บริการจองโรงแรม - รีสอร์ท แบบยืนยันกลับภายหลัง

หมายเหตุ: ThaiForestBooking™ ยินดีเปิดรับโรงแรมและรีสอร์ทที่ตั้งอยู่โดยรอบพื้นที่อุทยานฯ หรือบริษัททัวร์ที่ให้บริการนำเที่ยว เข้าร่วมขายบริการผ่านเว็บไซต์นี้ได้โดยการลงทะเบียน "ฟรี" ได้ที่เว็บไซต์www.eComBotTravel.com ซึ่งระบบจะสร้างเว็บไซต์และระบบจอง online พร้อมทั้งเชื่อมลิงค์มายังเว็บไซต์แห่งนี้และ/หรืออุทยานฯ ที่ท่านระบุในหมวด Location ว่าอยู่ใกล้โดยอัตโนมัติ
แหล่งท่องเที่ยว
ข้อมูลจาก:http://goo.gl/b1dvkc
   

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

เจ้าผู้ครองนครแพร่

เมืองพลนคร(เมืองแพร่) ตกอยู่ภายใต้อำนาจขอม จึงเปลี่ยนชี่อเป็น นครโกศัย หรือเมืองแพล พ.ศ. 1654 - พ.ศ. 1773   และมีพระนามเจ้าผู้ครอง ดังต่อไปนี้
พญาบอน ครองราชย์ พ.ศ. 1825
พญาแสงฟ้าคำวงศ์ ครองราชย์ พ.ศ. 1878
พญาศรีมูลเมือง ครองราชย์ พ.ศ. 1918
พญาเถร ครองราชย์ พ.ศ. 1944
พญาศรีมิ่งเมือง ครองราชย์ พ.ศ. 1982
นางพญาท้าวแม่คุณ ครองราชย์ พ.ศ. 1986
พญาศรีบุญเรืองข่ายคำ ครองราชย์ พ.ศ. 2023
พญาสร้อยสุริยะ ครองราชย์ พ.ศ. 2051
เจ้าเมืองแพร่จันทรา ครองราชย์ พ.ศ. 2053
เจ้าเมืองแพร่คำหยาดฟ้า ครองราชย์ พ.ศ. 2057
พญาสามล้าน ครองราชย์ พ.ศ. 2093
พ.ศ. 2101 - พ.ศ. 2310 เป็นประเทศราชของอาณาจักรล้านนาสลับอาณาจักรอยุธยา

พระยาศรีสุริยวงศ์ (มังไชย) พ.ศ. 2311 - พ.ศ. 2313 (เป็นเมืองขึ้นอาณาจักรธนบุรี)

รายพระนามเจ้าผู้ครองนครแพร่ (นครประเทศราชของสยาม)
พ.ศ. 2313 - พ.ศ. 2352 เป็นเมืองประเทศราช ขึ้นต่อกรุงรัตนโกสินทร์
พระยาเทพวงศ์ (ลิ้นตอง) พ.ศ. 2361
พระยาอินทวิไชย พ.ศ. 2373
พระยาพิมพิสารราชา พ.ศ. 2415
เจ้าพิริยเทพวงษ์ พ.ศ. 2432

อ้างอิง    หนังสือเชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ ๔ สมัย โดย บัวผิว วงศ์พระถาง